Friday, December 4, 2009

สมุนไพรักษาสิวฝ้า

สมุนไพรรักษาสิวและฝ้า
มะม่วงสุกแก้สิว
สาว ๆ (หรือหนุ่ม ๆ) ที่กำลังกลุ้มอกกลุ้มใจกับสิวที่เดี๋ยวก็ผลุบตรงนี้โผล่ตรงนั้นอยู่ละก็ ก่อนอื่นขอให้เข้าใจตรงกันว่า สิววัยนี้เกิดจากฮอร์โมนกำลังทำงานเต็มที่ ดังนั้นคงยังไม่โบกมือลาขาดจากกันไปในวันสองวันนี้อย่างแน่นอน
แต่จะยอมแพ้ให้สิวโจมตีอยู่ฝ่ายเดียวก็ใช่ที่ วันนี้มีสูตรมาสก์ (mask แปลว่า หน้ากาก หมายถึง เอาสมุนไพรมาแปะหน้านั่นเอง) มะม่วงสุกแก้สิวมาฝาก สูตรนี้มีกรดผลไม้อ่อน ๆ จากมะม่วงสุกและมะนาวช่วยผลัดเซลล์ผิว ดินสอพองช่วยลดอาการบวมอักเสบและปรับสภาพผิวให้ดีขึ้น แถมท้ายด้วยน้ำผึ้งป้องกันเชื้อโรคและช่วยสมานรอยแผล เป็นอันครบสูตรสวยใสไร้สิว มาดูกันเลย
ส่วนผสมก็ไม่ต้องเตรียมให้ยุ่งยากอะไรเลย ขอแค่มีมะม่วงสุก 1 ผล น้ำมะนาวครึ่งช้อนโต๊ะ ดินสอพอง ¼ ช้อนโต๊ะ และน้ำผึ้งสัก 1 ช้อนชา
เมื่อได้ครบแล้วก็ยีเนื้อมะม่วงสุก เติมน้ำมะนาว น้ำผึ้ง และดินสอพองยีต่อจนเข้ากันดี จากนั้นนำมาปั่นรวมกันจนเหลวข้น นำมาทาทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
ได้สูตรสวยไปแล้ว ก็ต้องใส่ใจรักษาความสะอาด เลือกกินอาหารที่ถูกต้อง และทำจิตใจให้ผ่อนคลายนะครับ ทำได้อย่างนี้รับรองว่าสิวของสาว ๆ (หรือหนุ่ม ๆ) จะลดลงได้
มะม่วง ชื่อวิทยาศาสตร์ Mangifera indica Linn. อยู่ในวงศ์ ANACARDIACEAE ชื่อสามัญ Mango Tree
ส่วนผสม : 1. มะม่วงสุก 1 ผล 2. มะนาว ½ ช้อนแกง 3. ดินสอพอง ¼ ช้อนแกง
วิธีทำ : ใช้เนื้อมะม่วงสุก 1 ผล น้ำมะนาว ½ ช้อนแกง ปั่นรวมกับดินสอพอง ¼ ช้อนแกง ปั่นจนเหลวข้น
วิธีใช้ : ให้ทาทั่วผิวหน้า (เว้นรอบดวงตาและปาก = มาสก์ (mask)) ทาทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะช่วยแก้ปัญหาสิว ฝ้า และผิวหน้าจะขาวเนียนอ่อนกว่าวัย
ลองทำดูนะครับ สมุนไพรไทยเราปลอดภัยไม่อันตราย ไม่เปลืองสตางค์ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ สำหรับหนุ่ม ๆ สาว ๆ ที่ยังหาเงินเองไม่ได้ ที่ยังพึ่งพ่อแม่อยู่ หาง่ายด้วย และไม่แพงเหมือนเครื่องสำอางเสริมสวยเสริมหล่อที่มีแบรนด์เนมต่าง ๆ และทำให้สวยและหล่อแบบธรรมชาติอีกด้วย


ว่านหางจระเข้ บำรุงผิว ป้องกันฝ้า ลบรอยจุดด่างดำ รักษาสิว
คุณค่าของว่านหางจระเข้มีมากมาย นอกจากใช้รักษาโรคแล้ว ยังใช้บำรุงผิว บำรุงเส้นผมได้ด้วย ปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า มีแชมพูสระผม และเครื่องสำอางหลายอย่าง ที่ใช้ว่านหางจระเข้เป็นส่วนประกอบ และกำลังเป็นที่นิยมของคนทั่วไป เนื่องจากว่านหางจระเข้ มีคุณสมบัติสามารถช่วยให้กระบวนการเมตะโบลิซึม ทำงานได้เป็นปกติ ลดการติดเชื้อ สลายพิษของเชื้อโรค กระตุ้นการเกิดใหม่ของเนื้อเยื่อส่วนที่ชำรุด ฉะนั้นว่านหางจระเข้จึงถูกนำมาใช้ เพื่อบำรุงผิวพรรณ ผู้ที่ใช้ว่านหางจระเข้บำรุงผิวพรรณอยู่เป็นประจำ จะรู้สึกได้ชัดว่า ว่านหางจระเข้มีส่วนช่วยให้ผิวพรรณผุดผ่อง สดชื่น มีน้ำมีนวลและยังสามารถขจัดสิว และลบรอยจุดด่างดำได้ด้วย
การใช้ว่านหางจระเข้เพื่อบำรุงผิว โดยปอกเปลือกออก ใช้แต่เมือกวุ้นสีขาวใส ที่อยู่ภายใน ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการแพ้ ก่อนใช้ควรตรวจสอบว่า ตนเองจะเกิดการแพ้หรือไม่ โดยใช้น้ำที่ได้จากวุ้นสีขาว ของว่านหางจระเข้ ทาตรงบริเวณโคนหูแล้วทิ้งไว้สักครู่ ถ้าเกิดการระคายเคืองเป็นผื่นแดง แสดงว่าไม่เหมาะที่จะใช้กับผิวหน้าอีกต่อไป ถ้าไม่มีอาการแพ้ ก็สามารถใช้ได้ตลอด แต่บางคนก็จะเห็นผลได้เหมือนกัน เมื่อใช้ว่านหางจระเข้ทาบริเวณหัวสิว จะทำให้หัวสิวแห้งเร็ว
นอกจากนี้ ว่านหางจระเข้ยังสามารถลดความแห้งกร้านและลดความมันของผิวหน้าได้ โดยคนที่มีผิวมัน ก็จะช่วยให้ลดความมัน คนที่มีผิวหน้าแห้ง ก็ยังรักษาความชุ่มชื้นของผิวไว้ได้
สรรพคุณ : บำรุงผิว ป้องกันฝ้า ลบรอยจุดด่างดำ รักษาสิว
ส่วนผสม : ว่านหางจระเข้
วิธีทำ : เลือกใบจากต้นว่านหางจระเข้ที่มีอายุ 1 ปีขึ้นไป โดยเลือกใบล่างสุดซึ่งจะอวบโต มีวุ้นมาก นำมาแช่น้ำเพื่อล้างยางเหลือง ๆ ออกให้หมด (ยางเหลืองมีฤทธิ์ระคายเคืองผิว ทำให้แสบร้อน เป็นผื่นแดง) จากนั้นปอกเปลือกออก แล้วเอาวุ้นที่ได้ล้างน้ำให้สะอาดอีกทีหนึ่ง นำวุ้นไปปั่นหรือใช้มือขยำ ก็จะได้เจลว่านหางจระเข้ การใช้ว่านหางจระเข้สดได้ผลดีกว่าผลิตภัณฑ์แปรรูป ซึ่งจะมีปัญหากรดคงตัวเมือถูกความร้อน
วิธีใช้ : ล้างหน้าให้สะอาด เช็ดหน้าให้แห้ง แล้วใช้เจลพอกทั่วใบหน้ายกเว้นรอบดวงตาและรอบปาก ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จึงล้างออก สูตรนี้เหมาะสำหรับคนผิวมันสำหรับคนผิวแห้ง ไม่ควรใช้ว่านหางจระเข้อย่างเดียว ควรเติมน้ำมันมะกอกกับไข่แดง ตีให้เข้ากัน แล้วจึงพอกหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด
หมายเหตุ : ไม่ควรใช้ว่านหางจระเข้กับสิวหัวหนอง เพราะฟิล์มจากว่านจะทำให้สิวหายช้า
ว่านหางจระเข้ มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Aloe vera Linn. อยู่ในวงศ์ LILIACEAE และชื่อเรียกตามภาษาท้องถิ่น ภาคกลางเรียก ว่านหางจระเข้ ภาคเหนือเรียก ว่านหางจระเข้ ภารอีสานเรียก ว่านหางจระเข้, ว่านแข้, หว่านตะแข่, หว่านตะเข้ เขมรในถิ่นไทยเรียก ประเตีนล, กระปือ ภาคใต้เรียก หว่านเข้
ส่วนที่นำมาใช้มี 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ยางจากใบ โดยการทำให้แห้งเป็นก้อน เรียกว่า ยาดำ นำมาใช้เป็นยาระบาย ส่วนที่ 2 ส่วนที่เป็นวุ้น
สารที่มีประโยชน์ คือ สารอะโลอิน (aloin) และสารอื่น ๆ มีฤทธิ์ยับยั้งเอ็นไซม์ ไทโรซิเนส (tyrosinase) ซึ่งอยู่ใต้ผิวหนัง
สรรพคุณทางยา ส่วนที่เป็นวุ้น
1. ใช้เป็นยาฆ่าเชื้อ ช่วยสมานห้ามเลือด ระงับปวด
2. รักษาโรคผิวหนัง แผลเรื้อรัง งูสวัด
3. ลบรอยแผลเป็น แก้ผื่นคันจากการแพ้สารต่าง ๆ
4. แก้ขี้เรื้อนกวาง ผื่นปวดแสบปวดร้อน แก้พิษแมลง แมงกะพรุน ใบตำแย
5. รักษาโรคกระเพาะอักเสบ ท้องผูก บำรุงร่างกาย ขับพิษ
สรรพคุณในเครื่องสำอาง
1.ใช้วุ้นของว่านหางจระเข้ผสมในแชมพู ครีมนวดผม
2. ผสมครีมบำรุงผิว ลบจุดด่างดำ ลดฝ้าบนผิวหนัง
3. ใส่ผม ทำให้ผมหงอกช้า เป็นเงางาม
4. ใช้ส่วนที่เป็นวุ้นพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง แล้วล้างอก ช่วยดูดสิวเสี้ยนและฆ่าเชื้อบนผิวหน้า
ภูมิปัญญาชาวบ้าน ใช้รักษาอาการไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ใช้วุ้นทาเพื่อป้องกันรอยแผลเป็น


สิว
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

สิว (อังกฤษ: Acne / Pimple / Zits) คือตุ่มเม็ดเล็กๆ ที่มีหนองเป็นไตสีขาว ๆ อยู่ข้างใน ขึ้นตามหน้า เกิดขึ้นเพราะผิวหนังมีการอุดตันอยู่ใต้รูขุมขนจากหัวสิว โคมิโดน (Comedone) ซึ่งสามารถอักเสบได้ง่ายหากมีตัวกระตุ้นเพิ่มเติม เช่น แบคทีเรีย หรือ ฝุ่นละอองในอากาศ และแบ่งได้อีก
เนื้อหา

1 สาเหตุ
2 กระบวนการเกิดสิว
3 วิธีป้องกันและรักษา

สาเหตุ
สาเหตุของสิว มีหลายสาเหตุ เป็นที่ถกเถียงกันว่า สิวเกิดจากอะไร สาเหตุหลัก ๆ แบ่งได้ 2 ปัจจัยดังนี้
ปัจจัยภายใน คือ ปัจจัยที่เกิดจากร่างกายเราเอง เช่น
ฮอร์โมน, กรรมพันธุ์, โรคเรื้อรัง และ ผิวพรรณ ซึ่งเป็นสิ่งที่ติดตัวเราตั้งแต่กำเนิด
ปัจจัยภายนอก คือ ปัจจัยที่เกิดขึ้นจากนอกร่างกายของเรา เช่น
ยา, เครื่องสำอาง, สภาพแวดล้อม, สังคม, แสงแดดและอุณหภูมิ ความสะอาด และ อาหาร ซึ่งเราสามารถป้องกันได้
กระบวนการเกิดสิว
สิวมักเกิดบริเวณSeborrhic area ซึ่งผิวหนังบริเวณนั้นมีPilosebaceous unit ชนิด Sebaceous follicle,เป็น follicleที่ประกอบไปด้วย small villus hair และ large multiacina sebaceous gland เมื่อมีการกระตุ้นSebaceous glandมากเกินพอดีจะสร้างไขมัน(Sebum) มามากขึ้น Sebumนี้ประกอบด้วย triglyceride,ester,waxและสารอื่นๆ หากSebumถูกผลิตมากจะระบายsebumออกทางรูขุมขนไม่ทัน และค้างในfollicle ,sebumจะกระตุ้นให้Keratinocyteสร้างkeratinมามากขึ้น และจับตัวกันแน่นผิดปรกติเกิดเป็นสิวอุดตัน(Comidone)
ต่อมาการอุดตันนั้นทำให้เกิดสภาพไร้ออกซิเจนในรูขุมขน แบคทีเรียP.acneจะเจริญเติบโตได้ดีและย่อยสลายไขมันเป็นสารที่มีความสามารถrecruitเม็ดเลือดขาวมาที่บริเวณนั้นและก่อให้เกิดการอักเสบตามมา จึงเกิดเป็นสิวอักเสบ
วิธีป้องกันและรักษา
วิธีป้องกันง่ายๆ คือ การกำจัดปัจจัยที่ก่อให้เกิดสิว ไม่ให้มันกำเริบ โดยมีข้อแนะนำต่างๆ ดังนี้
นอนหลับให้เพียงพอ - การนอนหลับไม่เพียงพอ อาจเป็นสาเหตุให้เกิดสิวเช่นกัน เนื่องจากร่างกายเราอ่อนแอและเพลีย
อารมณ์ขัน - อารมณ์ขัน ทำให้เรามีความสุข ปราศจาก
ความเครียด ซึ่งความเครียดเป็นสาเหตุของสิว
กินอาหารจำพวก
ผัก - การที่เรากินอาหารจำพวกผัก จะทำให้เราสามารถล้างพิษออกจากร่างกายได้ และยังมีวิตามินต่างๆ ซึ่งยังช่วยทำให้เราร่างกายแข็งแรงอีกด้วย
กินอาการที่มี
ไขมันสูงแต่พอดี - หากเราเกิดอาหารไขมันสูงมากๆ เข้า จะทำให้มีไขมันอยู่ในร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุอีกประการของการเกิดสิว
ล้างหน้าให้สะอาด - การล้างหน้าให้สะอาดทำให้ใบหน้าของเราไม่สกปรก เป็นอีกหนึ่งวิธีป้องกัน แต่ควรระวัง ไม่ควรล้างหน้าบ่อย เพราะจะทำให้หน้าของเราเสียสมดุล การล้างหน้า ควรล้างเพียง 2 ครั้ง เช้าเย็น ยกเว้น ช่วงที่เสร็จจากกีฬา, ออกกำลังกาย หรือ ช่วงที่คิดว่าหน้าเราสกปรกมากจริง ๆ สามารถล้างหน้าได้ตามต้องการ
ใช้
กระดาษซับหน้ามัน - หากหน้าเรามันมากๆ ลองเปลี่ยนมาใช้กระดาษซับหน้ามันแทน เป็นวิธีช่วยอีกทางหนึ่ง ควรซับแต่พอดี ไม่ควรซับทั้งวันจะดูไม่ดีและเสียนิสัย
หลีกเลี่ยงการจับหัวสิว ยุ่งกับผิวให้น้อยที่สุด - เพราะฝ่ามือของเรามีทั้งความสกปรก และ แบคทีเรีย ซึ่งเป็นตัวก่อให้เกิดสิว
ใช้หลังฝ่ามือลูบแทน - หลังฝ่ามือเป็นบริเวณที่เราไม่ยุ่งเกี่ยวมากที่สุด จึงเป็นบริเวณที่ค่อนข้างสะอาด ดังนั้นแล้วการใช้หลังฝ่ามือลูบคลำเล็ก ๆ น้อยๆ ถือว่าไม่ทำให้สกปรกมากนัก แต่เราควรล้างมือให้สะอาดอย่างสม่ำเสมอ
ใช้ยากำจัดหัวสิว - ปัจจุบันมีอยู่ทั่วไปตามศูนย์การค้า
ใช้ยาที่มีส่วนผสมของวิตามินเอ - วิตามินเอมีสรรพคุณรักษาสิวอยู่ด้วย ซึ่งมียาทาใบหน้าที่มีส่วนผสมของวิตามิน A สุดอยู่ สามารถสอบถามตามร้านขายยาทั่วไป
ใช้ยาอย่างจริงจัง - การใช้ยาที่มีฤทธิ์แรงกว่าเดิม โดยเน้นไปที่ยาประเภท
เบนซอย์เพอรอกไซด์ (Benzoyl Peroxide) หรือประเภทที่มีกรดซาลิซีลิก (Salicylic Acid) ที่มีเปอร์เซ็นต์ต่ำ ข้อควรระวัง ควรเริ่มใช้จากเปอร์เซ็นต์ต่ำๆ ไม่ควรใช้เปอร์เซ็นต์สูงๆ จะทำให้ผิวเราแพ้ และอาจเกิดอาการแพ้ยา
ใช้ยาฉีดแบบเฉียบพลัน - แพทย์สามารถฉีด
คอร์ติโชน ที่เม็ดสิวเพื่อให้สิวยุบภายในไม่กี่ชั่วโมง
ปรึกษาแพทย์ - หากใช้วิธีต่างๆ ไม่ได้ผล แนะนำว่าควรปรึกษาแพทย์เป็นการดีที่สุด เนื่องจากสิวอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ หรือ ฮอร์โมน ซึ่งการปรึกษาแพทย์จึงเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ควรทำ ซึ่งปัจจุบัน ยังมีคลินิกรักษาหน้าเปิดอยู่ทั่วไป

No comments:

Post a Comment